TheYoungestChild

 

เมื่อเดือนกว่าที่ผ่านมา

ผมใกล้เคียงกับการได้สัมผัสกับความตาย

ของคนที่ผมรักที่สุดท่านนึง

คุณพ่อผมเอง

 

เช้าวันศุกร์ที่ 17 กันยายน

เป็นเช้าวันที่ผ่อนคลายเหมือนทุกศุกร์

ทั้งงานที่กำลังจะได้พักผ่อนวันหยุดและ

การที่สามารถใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ไปทำงานได้

แต่ขณะที่กำลังกอดป๊าเพื่อลาไปทำงาน

ป๊าก็บอกว่า ป๊าเจ็บแผลที่หน้าอก

เมื่อเห็นแผลผมก็ตกใจ และก็ดุว่าทำไมเพิ่งบอกผม

และผมก็โทรไปบอกน้องว่าไม่เข้า office

และโทรเรียกพี่ชายว่าวันนี้พาป๊าไปหาหมอด้วยกันหน่อย

เพราะแผลที่ผมเห็นทำให้นึกไปต่างๆนานาว่ามันคืออะไร

และตอนนั้น ผมรู้สึก อ่อนแอเกินกว่า

จะได้ยินสิ่งที่คุณหมอวินิจฉัย

หากว่ามันร้ายแรง

 

แต่ด้วยความผิดพลาดบางอย่าง

เย็นวันนั้นผมก็ต้องพาป๊า ไปหาหมอคนเดียว

และความผ่อนคลายก็เกิดขึ้น

เมื่อคุณหมอบอกว่า ป๊าเป็นงูสวัด

และให้ยา ที่กำชับว่าต้องทานวันละ 5 เวลา

ให้ครบถ้วน เพราะ เป็นยาต้านไวรัส

เนื่องจาก ป๊า มาหาตอนที่เป็นเยอะแล้ว

มีตุ่มน้ำที่มีเชื้อไวรัสขึ้นเยอะแล้ว

 

จากการป่วยที่ดูเหมือนไม่มีอะไร

แต่ในวัย 86

ก็ทำให้ทุกอย่างทรุดลงได้อย่างรวดเร็ว

ภายใน 2 วัน ฤทธิ์ยาที่รุนแรง

ทำให้ชายชราที่เคยคล่องแคล่ว

กลับไม่มีแรง ที่สามารถแม้แต่จะลุกยืนได้ด้วยตนเอง

ไม่มีแรงแม้กระทั่ง ลืมตา หยิบยาทานเอง

เพ้อ หลง ลืม

จนทำให้ผมแอบคิดไม่ได้ว่า

“นี่ป๊ากำลังจะจำผมไม่ได้แล้วหรือ”

แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา

 

ผมเคยอ่านหนังสือ และดูภาพยนตร์

ที่มีฉากที่คนรัก ลืมใครอีกคนที่ผูกพัน

แต่ผมเองไม่เคยเข้าใจความเจ็บปวดแบบนั้นเลยสักครั้ง

จนป๊าได้สอนบทเรียนสำคัญนั้นให้แก่ลูกชายคนนี้

ค่าไตที่ขึ้นไปสูงเกินกว่า 4

ค่า BUN ที่ทะลุ 100 และ

ภาวะที่ขับปัสสาวะออกมาไม่ได้

ด้วยภาวะเช่นนี้ คุณหมอที่เป็นเพื่อนผมตอบได้ว่า

“ดูไม่ดีเลย”

ทำให้ทุกครั้งที่คนถามผมว่า

“ป๊าเป็นอย่างไรบ้าง”

น้ำตาก็พาลจะไหลออกมา

จนผมต้องกล่าวขอโทษ ว่าอย่าเพิ่งถามครับ

เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาป๊าเริ่มกลับสู่ภาวะที่ใกล้เคียงกับก่อนป่วย

คุณหมอให้เอาท่อปัสสาวะออกแล้ว

เพราะหลังจากกลับมาอยู่บ้านสักพัก

คุณหมอก็เห็นว่า ป๊าสามารถปัสสาวะได้เองแล้ว

ป๊าซึ่งเป็นคนจีนโพ้นทะเลมาเป็นจับกังแบกข้าวสารแถวบุคโล

ทำงานหนักหนามาทั้งชีวิต

เพิ่งจะได้พักมาสัก 10 กว่าปี

เกือบจะพายแพ้เพียงเพราะสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ

ที่เรามองไม่เห็นด้วยตา

แต่ความรักก็นำพาให้พ้นมาได้

มันเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตของครอบครัวเรา

แต่ได้เปลี่ยนให้ผมรู้สึกกลัวความตาย

และพลัดพรากน้อยลง

เพราะ เส้นแบ่งนั้น

มันบางเกินว่าที่ผมเคยเข้าใจมาทั้งชีวิต

 

17 กันยา พาป๊าไปหาหมอ

18 กันยา ป๊าดูเบลอและงงๆ กลางคืนดูไม่มีแรง

เราต้องมานอนใกล้ๆ เพราะกลัวป๊าล้มตอนลุกไปห้องน้ำ

เครียดทั้งคืนว่า ทำไงถ้าป๊าลุกแต่เราไม่ได้ยิน

โชคดีที่รุ่งสางเราได้ยินป๊าลุก ตอนไปห้องน้ำ

ขาป๊าสั่นไม่มีแรงเลย หากเดินเอง ล้มแน่ๆ

19 กันยา โทรหาพี่สาวแต่เช้า

พาป๊าไปรอตรวจที่ ศิริราชทั้งวัน

เพราะต้องรอคลินิกฉุกเฉิน

ไปตั้งแต่ 9 โมงเช้ากว่าจะได้ผมตรวจเลือด

บ่าย 3 สงสารป๊าจับใจ ป๊านั่งง่วง

ไม่มีแรงอยู่ตลอดวัน

ผลออกมาเบาใจว่าแค่ขาดโปตัสซี่ยม

คุณหมอให้ โปตัสเซี่ยมมาทาน

20 กันยา ขอ work at home อีกวัน

เพื่อดูแลป๊า

ดูแกสดชื่นขึ้นหลังได้ โปแตสเซี่ยม

แต่ตอนเย็นเราก็ลังเลว่าจะพาป๊าไปหาคุณหมอ

ที่ตรวจป๊าประจำดีมั๊ย เพราะวันนี่คุณหมอเข้า

ลังเลเพราะสงสารถ้าต้องไปรอนานๆอีก

แต่เราก็อยากให้คุรหมอที่รู้จักป๊าดีที่สุด

เป็นคนบอกเราว่าป๊าเป็นอะไรแน่

ในที่สุดเราก็พาไป แค่พาปา ขึ้น-ลงรถ

ก็สงสารแกจับใจ

ไปถึง ศิริราช ปรากฏว่าคุณหมอลา

ทำไมเรา สัปเพร่า ขนาดนี้

แต่เราก็คิดว่าไหนๆมาแล้วก็ให้คุณหมอเวรตรวจ

คุณพยาบาล ตกใจกับ ผลความดันที่ต่ำมาก

ทั้งๆที่ป๊าเป็นความดันสูง

จากนั้น ป๊า ถูก admit ท่อปัสสาวะถูกสอด

เพื่อระบายปัสสาวะออก

แต่ทั้งคืนก็แทบไม่มีปัสสาวะเลย

21 กันยา เราต้องไปทำงานเพราะวันนี้ต้อง

อัดเทปรายการนึง ไม่อยากไปแต่เลี่ยงไม่ได้

โทรถามพี่ชายที่เฝ้าป๊าอยู่

พี่บอกว่า ปัสสาวะ แทบไม่มีเลย

เมื่อคืนปาไม่นอนเลย

เพ้อตลอด พูดไม่รู้เรื่อง

พูดถึงญาติที่เสียไปแล้ว

พูดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ในอดีต ไม่ประติดประต่อ

โทรไปบอกเพื่อนที่เป็นหมอ

“มันเงียบ”

เราถาม “ไม่ค่อยดีใช่มั๊ย”

มันตอบ “อืม”

ถึง office ใครถามถึงป๊า

น้ำตาไหลไม่หยุด

อัดรายการเสร็จตอน 6 โมง

ขอตัวกลับเลย ได้ข่าวดีเล็กๆ

ตอนขับรถไปหาป๊า

ป๊า ฉี่ ออกมาแล้วครึ่งลิตร

จากนั้นอาการป๊าก็ยังทรงๆอยู่อีกวันกว่าๆ

ถึงค่อยๆดีเป็นลำดับ

จนออกจาก ศิริราช ได้เมื่อ 26 กันยายน

พร้อมท่อปัสสาวะ

ในช่วงนั้น เราต้องอาบน้ำให้ป๊า

พาป๊าไปอึ ไปฉี่

อาบน้ำให้ป๊า เหมือนป๊าเป็นเด็กๆ

ต้องใส่เสื้อ กางเกงให้

มันเป็นคความรู้สึกผสมผสาน

รู้สึกดีที่ได้ตอบแทนท่าน

แต่สงสารจับใจ

ที่ป๊าต้องเป็นแบบนั้น

และวันที่ 29 ตุลาคม ป๊าเพิ่งจะได้เอาท่อปัสสาวะออก

วันเสาร์ขับรถพาป๊าไป พุทธมณฑล

ไหว้พระ ให้อาหารปลา

แต่ป๊ายังไม่กล้าเดิน โดยไม่มีเหล็กช่วยประคอง

แต่เราก็รู้สึกได้ว่า

ความรักทำให้ป๊าดีขึ้นเรื่อยๆ

 

หายเร็วๆนะครับ 

จะอยากพาป๊าไปเที่ยวไกลๆอีก 

รักป๊าครับ

 

 

ลูกคนสุดท้อง น้องคนสุดท้าย  

Chapter 8 : ชีวิตลูกจ้าง ก้าวที่ 2 และ ต่อๆมา

 

หลังจาก นั้น ผมก็เปลี่ยน งานเป็นว่าเล่น 

เพื่อหาที่ที่เหมาะกับตัวเอง 

 

 

เปลี่ยนงานครั้งแรก

ผมตามนายเก่า ไปอยู่ฝ่าย Engineering ที่โรงแรม 5 ดาว

อยู่ 6 เดือน ออก โคตรน่าเบื่อเลย

งานซ้ำซากมากๆ

มันมีคำถามในหัวตลอดเวลาว่า กูมาทำอะไรที่นี่

และเวลาทานข้าวเที่ยงเนี่ย

ขนาดผมก็ ลามกเอาเรื่อง

ยังไม่ไหวกับสังคม แบบ

กินข้าวคลุกน้ำกาม

วันที่ออก นายบอกว่า

เฮ้ย ถ้าคุณคิดว่า ทำงานได้ไม่คุ้มเงินเดือน

ผมจะบอกว่า ผม happy กับคุณนะเว้ย

แล้วเงินเดือนก็โรงแรมจ่ายไม่ใช่ผม ไม่ต้องรู้สึกผิด

ผมตอบ ขอบคุณที่พี่ happy กับผม แต่ผมไม่ happy

กับชีวิตงานแบบนี้ ขอบคุณครับ

แล้วก็จบที่ทำงานที่ 2 แค่ 6 เดือน

 

 

จากนั้นผมก็เลยคิดว่าต้องเปลี่ยนสายงาน

ไปด้าน Sales & Marketing เพราะมองว่าสาย Engineering มันแคบ

มีอะไรเกิดขึ้น แล้วปรับตัวยาก

ในขณะที่ Sales & Marketing เนี่ย

แม้จะเปลี่ยน Product หรือ Industry ถ้าเราแน่น ก็ไม่มีปัญหา

 

 

ผมไปเป็น Sales Engineer ที่แรก ในบริษัทครอบครัวเล็กๆ

ทำงานติดตั้งระบบแกส LPG

ที่นั่น ผมทำให้บริษัทได้งานที่ billing สูงสุด

ตั้งแต่ตั้งมา ยอด Billing งานเดียว 8 หลัก

สำหรับบริษัทที่ยอดรวมทั้งปี 8 หลักเนี่ย ก็อู้ฮูอยู่

งานเดียวก็ประมาณ 20% ของยอดบิลลิ่งทั้งปี

ทำอยู่ 2 ปี ก็ย้าย เพราะอยากโต อยากอยู่ บริษัท อินเตอร์ หน่อย

เพราะจะได้ฝึก และ ใช้ภาษาอังกฤษ

แต่แม้จะอยู่ที่เล็กๆ ผมก็อยากบอกน้องๆที่เพิ่งทำงานว่า

มันก็สอนอะไรเราได้ และเพราะมันเล็ก

มันเลยทำให้เราสามารถทำอะไรที่มัน changeได้

ทุกวันนี้ผมก็ยังไปขอข้าว กาแฟ ทานฟรี ที่นั่นได้เสมอ

เวลาขับรถผ่าน

 

จากนั้นผมไปอยู่ Trader สัญชาติยุโรป

ที่นี่ผมได้ไปต่างประเทศครั้งแรก

เดินทางคนเดียวไปออสเตรเลีย

แล้วก็ไปอีกทริปที่มาเลย์เซีย

แต่ผมก็อยู่ประมาณ 8 เดือนก็ออก

เพราะ นายเชื่อคนอื่นมากกว่าผม

นั่นแหละครับ เด็กเลือดร้อน

 

 

แล้วผมก็ไปเป็น Assistance Sales Manager

ในบริษัทเล็กๆด้านทำความเย็น ที่เจ้าของเป็นสิงคโปร์

ที่นี่ สั้นกว่าเดิมครับ

ทายซิครับ ผมลาออกในกี่วัน

ติ๊ก

ตอก

ติ๊ก

ตอก

อยู่ 1 เดือนครับ โดยยื่นใบลาออก ตั้งแต่ทำงานได้ 2 weeks

แต่จริงๆคิดไว้ตั้งแต่ทำงาน 3 วันแล้ว

ข้อหาคือ เจ้าของแม่ง tricky กะผม

ผมเขียนใบลาออก ตอนที่เค้าอยู่ที่สิงคโปร์ว่า

อย่ามา tricky กับคนไทย อย่านึกว่าคนไทยจะยอมให้มันโกง

ถ้ามันเคยเจอคนไทยที่ยอม

ก็บอกเลยว่าไม่ใช่ผม

แล้วก็ออก

 

 

พัก 1 เดือน คราวนี้โดด ไปเป็น Key Account Manager

ในบรษัท ด้าน IT อยู่ที่นี่อยู่ประมาณ 15 เดือน

เนื่องจากมันเป็นธุรกิจที่มาก่อนการณ์ คือ internet Data Center

และผมเองก็ไม่ได้จบมาด้านนี้ คิดว่า อยู่ก็โตยาก

ก็เลยคิดว่าต้อง เดินทาง เพื่อหาที่ของเราต่ออีกแล้ว

 

 

บริษัทที่ 7 คือบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส

ทำด้าน mineral อยู่ที่นี่ในตำแหน่ง

Assistance Sales & Marketing manager, ASIA

นายเป็นผู้หญิง เหมือนเพื่อนมากกว่า

สนุกมากได้ประสบการณ์ ดีดี เยอะมาก

ได้เดินทางไปเกือบ 10 ประเทศ

แต่ก็อยู่ได้แค่ 15 เดือน เพราะนายโดนการเมืองในองค์กร

จนแกรำคาญ และ เครียด จนไม่ไหวแล้ว

ผมก็เลยโชว์ แมนว่า ผมไม่ทำงานกับพวกขี้โกง

นายออก ผมออกด้วย

เมื่อนายคนไทยผมยืนยันที่จะออก

นายใหญ่ที่ ฝรั่งเศส และ สิงคโปร์ บินมากล่อมทีละคน

นายต่างชาติทั้ง 2 ก็นัดคุยกับผม ทีละคนว่า

ผมไม่ได้มีปัญหาอะไร อยู่ต่อได้

ผมเลยบอกไปว่า บริษัทนี้ดีที่สุดเท่าที่เคยอยู่มา

แต่ผมไม่ทำงานกับคนขี้โกง

เค้านึกว่า ผมได้งานใหม่แล้วถึงทำปากดี

ผมตอบไปอีกครั้งว่า

I’ve not yet got a new job but I won’t work with the tricky boss

ตอนนั้นไม่รู้ว่าเค้าเชื่อไม๊ว่า

ผมยอมตกงาน แต่ไม่ยอมทำงานกับคนขี้โกง

แถมผมยังบอกว่า

One day, both of you will call just to say sorry that you don’t believe us.

เชื่อไม๊ครับ หลังจากนั้นเพียง

ประมาณไม่ถึงครึ่งปี นายฝรั่งเศสโทรมาขอโทษ

และเรายังไปทานข้าวกันตอนแกมาไทยอีก

 

 

ว่างไม่ถึงครึ่งเดือนผมก็ได้มาอยู่ที่ปัจจุบัน

ที่ผมถือว่าเป็นบริษัทที่ดีที่สุดเท่าที่เคยอยู่มา

และผมเชื่อว่า ผมเจอที่ของผมแล้ว

ผมอยู่ที่นี่จะครบ 5 ปีสิ้นเดือน มิถุนายน 2553 นี่แหละครับ

เป็นที่ที่อยู่นานที่สุด

และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมตั้งไว้

ผมก็คงจะอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่มันไม่คยได้อยู่เฉย

มันมีงานท้าทายโผล่มาตลอด

และผมสนุกกับมันมาก

แต่ใครจะรู้อนาคต …. ใช่ไม๊ครับ

 

ลูกคนสุดท้อง น้องคนสุดท้าย  

Chapter 7 : ชีวิตลูกจ้าง ก้าวที่ 1

 

ตั้งแต่ตอนรียนวิดวะ ผมก็คิดไว้แล้วว่าอยากทำงานก่อสร้าง

รู้สึกว่า แม่งเท่ห์มากกับการใส่หมวกเดินตรวจงาน

พอใกล้จบก็เริ่มไปสมัครงานที่ต่างๆทิ้งไว้

 

บริษัทแรกที่เรียกไปสัมภาษณ์ โดยที่ไม่ได้สมัครไป ก็คือ

ปูนซีเมนต์ไทยครับ

 

ในช่วงที่จบตอนนั้นเศรษฐกิจ บูมมาก

บริษัทอย่างปูนใหญ่ก็จะไปคัดพวกที่เกรด โอเค

ผมไม่ใช้คำว่าเกรดสูงนะครับ เพราะเกรดผมเห่ย (ฮา)

และก็เรียกมาสัมภาษณ์

โอ เป็นการสัมภาษณ์ ที่ผมรู้สึกว่าได้รับเกียรติมากๆ

มีผู้บริหารสัก 6-7 คนมานั่งสัมภาษณ์

ยังจำได้เลยว่า เค้าถามว่าทำ thesis เรื่องอะไร

ตอบไปแบบโคตรภูมิจาย Magnetic Bearing ครับ

ท่านผู้บริหารตอบเป็นคำถามว่า

อืมมมม เอาไปทำไร

ป่อยยยยย

 

ส่วนคำถามสุดท้าย เค้าบอกให้ผมเขียนวงจรทำความย็น

ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากอะไร แต่

ไม่รู้ว่าด้วยความตื่นเต้นหรืออย่างไร

ผมนึกอุปกรณ์ตัวนึงไม่ออก

เค้าบอกใจเย็นๆ เขียนได้ครบ รับเข้าทำงานเลย

เราก็หันไปดูกระดาน อีกที

แล้วหันมาพร้อมรอยยิ้ม แล้วตอบว่า ผมนึกไม่ออกครับ

แต่เค้ารับแฮะ

 

จากนั้นเค้าก็ถามผมว่าไป อยู่ นคร ได้ไม๊

ผมบอกไม่อยากไป ต่างจังหวัดครับ

แล้วโคราชหละ

คำตอบยังมั่นคงว่า ผมไม่อยากไปต่างจังหวัดครับ

สระบุรี หละ

ผมเป็นคนมีจุดยืน ผมไม่อยากไปต่างจังหวัดครับ

ใกล้กว่านี้ไม่มีแล้ว

แต่ผมเป็นคนชัดเจนครับ

วันจันทร์ ผมก็เลยโทรไป ปฏิเสธ

เลยจบเส้นทางที่ปูนใหญ่แค่ นั้น
(ใครจะคิดว่า อีก 10 ปีต่อมา ผมเสือกมาอยู่ปูนอินทรีแทน)

 

แล้วผมก็มาได้งานที่ วรจักรอินเตอร์เนชั่นแนล

ตอนนั้นถือว่าใหญ่เอาเรื่องด้านงานระบบในอาคาร

ง่ายๆ เหมือนที่แรก

สัมภาษณ์ปุ๊บ ถามว่าว่างไม๊ จะพาไป site งานเลย

ผมใจง่ายครับ ไปกับพี่เขาเลย และก็ได้เลย

ได้ยินมานานแล้วว่าที่นี่ลาดกระบังเยอะ  อบอุ่นแน่พี่พีๆน้องๆ

ผมเข้าไปเป็น Site Engineer ด้าน Sanirary, FireProtection & Waste Water Treatment

ไปทำงานสัก 2-3 วันไม่เจอพี่คณะเลย ถึงรู้ว่าที่บอกว่าเยอะหนะ

เค้าอยู่กันที่แผนก ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า

ส่วนไอ้ที่ผมอยู่หนะ ลาดกระบังคนแรกครับ ที่เหลือ พระนครเหนือ

 

งานแรกผมไปอยู่ตึกที่เป็น Office Tower ของ Central World ตอนนี้ครับ

(โชคดีที่ยังไม่กลายเป็นอดีต)

จำได้ใช่ไม๊ครับ ตึกนั้นมันหยุดก่อสร้างไปวิกฤติตอนต้มยำกุ้ง

ครับ ผมอยู่ในประวัติศาสตร์ตอนนั้น

มันแบบ เหมือน มึนๆ งงๆครับ

คุณคิดดูคุณจบมาเป็นวิดวะ เป็น Site engineer ได้คุมงานแรก

มูลค่าร้อยกว่าล้านบาท (เฉพาะระบบของผม)

ทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง

กว่าจะมีนายคนแรกมาเป็น Project Manager ก็ผ่านไปเกือบ 2 ปี

เป็นดาวรุ่งคนนึง ที่ถูกเล่าลือกันใน head office ว่า

มี Site Engineer จบใหม่คนนึงคุมงานคนเดียว

ผ่านไปปีกว่าก็ถูก promote เป็น Project Engineer

เราก็ฝันอยู่ว่าจบงานนี้ ผมจะต้อง up เป็น Project Manager

น่าจะเด็กสุด ในบริษัท

แล้วอยู่ๆวันนึง เค้าก็มาบอกผมว่าต้องย้าย site

เพราะที่นี่ค้าง payment เรา เป็นปีแล้ว

มันเป็นอารมณ์ที่โคตรเศร้า พร้อมๆกับฝันที่จบลง

 

ที่นี่เคยมีครั้งนึง เป็นครั้งที่ผมโคตรชอบเลย

คือ Project Manager ของบริษัท โครงสร้าง

ซึ่งก็ต้องถือว่าใหญ่ที่สุดใน Site งาน เค้าผู้ใหญ่แล้วหละ

แต่ชอบมากวนตีนผม ก็ไม่รู้ทำไม

มีครั้งนึงมาบี้ผมมากๆ ว่างานผม delay แล้วจะทำให้เค้าเทผนังไม่ได้

ผมก็เลยถามจะเอาวันไหน

พอบอกวันมา ผมก็จัดทีม sub contractor

ว่าให้เร่งเอางานตรงนี้ให้จบก่อน

แล้วมันก็ทันเวลา

แต่ไอ้โครงสร้างมันขึ้นแบบตามมาไม่ทัน

ผมเดินไปหาพี่เค้า แล้วถามว่า

พี่อายุเท่าไหร่ แกตอบมาว่า 40 กว่า (เท่าไหร่ไม่รู้ จำไม่ได้)

ผมเลยบอกว่า พี่ครับ ผมอายุ 22 แต่คำไหนคำนั้นครับ

แหมอารมณ์ตอนนั้น แม่งประมาณ ปลดพัณฑนาการเลยครับ

 

จากนั้นผมก็ต้องย้ายไปที่ หน่วยงานประตูน้ำคอมเพล็กซ์

อยู่ได้สัก ครึ่งปีก็ลงเอยเช่นเดิม

ย้าย site เพราะว่าไม่จ่ายอีกแล้ว คือ

ตอนที่เกิด economics crisis ตอนนั้น

ตึกถูกปล่อยร้างไว้มากมายเลยครับ

 

ตึกสุดท้ายที่ผมมาทำปิดงานก็คือ

อาคารโรจนะทาวเวอร์(ชื่อเดิม)

เป็นทุนของรัฐบาลไต้หวันก็เลยไม่เบี้ยว

แต่ก็สภาวะตอนนั้นใครจะมาเช่าหละ

ในที่สุดก็ขายต่อให้ GMM Grammy

ที่ใช้เป็น Head Office อยู่ตอนนี้แหละครับ

 

และนั่นคือการจบอาชีพในฐานะ

วิศวกรติดตั้งงานระบบไว้แค่ 4 ปีเต็ม