ShortStoryThai

 

 

เขียน : จเด็จ กำจรเดช

ราคาปก : 295 บาท (พิมพ์ครั้งแรก ตุลา 51)

หน้า : 402

ISBN 978-616-7552-00-2

Pajonphai Publishing

 

จเด็จ กำจรเดช นักเขียนไทย ที่ไม่ได้ขายหน้าตา


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

1.) โครงการดีๆสนุกๆ “ห้องสมุดสุดปลายจมูก” http://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

2.) แวะอ่านความคิดของผม http://thelastquestion.exteen.com/20110820/entry

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

ผมไล่เก็บอ่านงานรางวัล ซีไรท์ มาเรื่อยๆ

แต่ก็ยอมรับว่าบางเล่มผมก็ขอผ่าน

อารมณ์ผมหยาบเกินกว่าจะเสพงานร้อยกรอง

แต่สำหรับงานร้อยแก้ว จำพวกเรื่องสั้นแล้วหละก็ … ได้เลย

 

เมื่อก่อน ขึ้นชื่อว่า เรื่องสั้นรางวัลซีไรท์

รับรองว่า … ต้องก้มหัวอ่าน

เพราะหนัก เหลือเกิน

มาช่วงหลังๆ งานอย่าง ช่างสำราญ หรือ ความสุขของกระทิ

ทำให้ผมได้เสพงาน เรื่องสั้นซีไรท์ แบบอมยิ้มได้

สำหรับงานของ คุณจเด็จ กำจรเดช

ถ้าเป็นนักร้อง ก็เข้าข่าย ขายเสียงไม่ใช่หน้าตา

(เอาเป็นว่า ครั้งแรก ทำเอาผมไม่หยิบกลับบ้าน ทีเดียว

เพราะไม่อยากอ่านงานเครียด)

ถ้าคุณเห็นหน้าตาก่อน คุณจะเดาว่า

เขาต้องเขียนงานแบบ ตลิ่งสูงซุงหนัก แหงๆ

(ผมไม่ได้บอกว่า ตลิ่งสูงซุงหนัก ไม่ดีนะคร้าบ

เพราะผมก็ชอบ แต่อ้างถึงความหนัก เท่านั้นเอง)

แต่ไม่ใช่เลย

เอ จะบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่เชิงเสียด้วยสิครับ

เพราะงานของคุณจเด็จ สำหรับผมก็ยังนับเป็น

งานเพื่อชีวิต เสียดสีสังคม ไม่ต่างจาก ตลิ่งสูงฯ

เพียงแต่

เขาไม่บรรเลงทำนองเพื่อชีวิต

แต่ออกแนว อัลเทอร์เนทีฟ หรือ เทคโน ด้วยซ้ำไป

 

(เห็นหน้า แล้วอย่าบอกนะครับ ว่าไม่คิดเหมือนผม)

 

ผมอ่านงานของคุณจเด็จ

แล้วให้ความรู้สึกเหมือนตอนอ่านงานของ

คุณอุทิศ เหมะมูล และ ผาด พาสิกรณ์

ไม่ใช่ในแนวทาง หรือ โครงเรื่องคล้ายกัน

แต่อารมณ์สนุกสนาน หวือหวา คือกัน

แต่ (อีกครั้ง) ‘แดดเช้า ร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ’

เป็นงาน เสียดสี ประชดประชัน และ เพื่อชีวิต

แล้ว คุณว่ามีกี่คนกัน

ที่เขียนงานเพื่อชีวิต งานเสียดสีสังคม

แล้วอ่านสนุก หัวไม่ทิ่มได้ด้วย นะเออ

นึกออก บอกด้วยครับ จะไปหาอ่านบ้าง

 

เอาแค่เรื่องแรกนะครับ

‘สิ่งชำรุดของพระเจ้า’ – อ่านแล้วเหมือนเรื่องสั้นแนวไซไฟ

แต่เสียดสีประชดสังคมได้สิเอา

เรื่องที่ 2 ‘คล้ายว่าเริ่มจากฝน’

อันนี้โครงเรื่องหนักๆ เต็มๆ

แต่อ่านแล้ว จินตนาการง่าย  … ใกล้ตัวจัง

เรืองที่ 3 ‘ด้วยดวงตามืดบอดนั้น, ฉันเห็น’

เรื่องสั้นที่สุดในเล่ม

แต่สะกิดความรู้สึก

ให้ถามตัวเองเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา

แบบ อืมม นั่นสินะ

เรื่องที่ 4 …. พอเถอะครับ

ไปหาอ่านเองดีกว่าครับ

 

ผมเอง ยอมรับเลยว่า มีนักเขียนเรื่องสั้นที่ชื่นชอบ

เป็นนักเขียนชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย

จเด็จ คงเป็นนักเขียนไทยคนล่าสุดที่ผมจะตามอ่าน

เอาอย่างนี้แล้วกัน

ถ้าคุณอยากอ่านเรื่องสั้นฝีมือคนไทย

ลองเล่มนี้เหอะครับ

ผมรับผิดชอบเองถ้าทำให้คุณผิดหวัง

 

 

- ทิ้งร่องรอยช่วงแดดยามเช้า บนดาวดวงที่ 11 ด้วยนะครับ -

 

 

เขียน : วินทร์ เลียววาริณ

ราคาปก : 170 บาท (พิมพ์ครั้งที่ 11)

หน้า : 333

ISBN 9789748585475 

สำนักพิมพ์ 113


ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน เป็นหนังสือรางวัล SEAWrite ที่อ่านง่าย สนุก เหมาะสำหรับคนขยาดหนังสือติดเหรียญ


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ 

1.) โครงการดีๆสนุกๆ ห้องสมุดสุดปลายจมูกhttp://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

2.) แวะอ่านความคิดของผม http://thelastquestion.exteen.com/20110820/entry

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ 

 

- PROLOGUE-

ปกติข้างบน จะเป็นข้อมูล ของผม ว่า 

หนังสือเล่มที่ผมมี ปกไหน ซื้อปีไหน

พิมพ์ครั้งที่เท่าไหร่ ตอนนั้นราคาเท่าไหร่

แต่ด้วย ประชาธิปไตยบนแผ่นดินไทย

ทำให้ผมได้เห็น การทำงานอันเป็นอิสระ

ในขณะที่ประชาชนอยากเห็น การทำงานแบบร่วมมือกัน

จากพื้นที่ ที่เคยรับรู้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะปลอดน้ำ

วันนี้ ผมก็กลายเป็นหนึ่งในผู้อพยพ เสียแล้ว

หนังสือเล่มนั้น ถูกวางไว้ในจุดที่ผมเข้าใจว่าปลอดภัย

ก่อนจะจากมา

 

- CHAPTER I -

ผมไม่แน่ใจว่ากำลัง Bringing coal to Newcastle หรือป่าว

เพราะ ยังมีใครไม่รู้จัก หนังสือของชายชื่อ วินทร์ เล่มนี้อีกหรือ

แต่ในเมื่อแถลงไว้ว่า

the Eleventh Line นี้ทำหน้าที่ เล่าเรื่องหนังสือ ที่น่าอ่าน ควรอ่าน

แล้วจะตกเล่มนี้ไปได้อย่าไร

หนังสือที่วางแผงในปี 2537 ผมได้อ่านในปี 2539

และได้ SEAWrite ในปี 2540

หนังสือถ่ายทอดเรื่องราวการเมืองไทย ผ่านภาพ เสือย้อย และ พล... ตุ้ย

จากการปฏิวัติ 2475 มาจนถึง พฤษภาทมิฬ 2535

(2490 2494 2500 2508 2516 2519 2523 ปีเหล่านี้ก็มี หลักไมล์ของการเมือง)

ภาพหลักวางบนเรื่องราวประวัติศาสตร์การเมืองอันเป็นที่รับรู้กันในวงกว้าง

สอดแทรกด้วยเรื่องราวแต่งเสริม

หรือว่า มันคือความจริงที่คุณวินทร์รับรู้?

 

- CHAPTER II -

การอ่านหนังสือเล่มนี้

นอกจากจะทำให้คุณได้ความสนุกจากเรื่องสั้น

ระดับฝีมือ ของคุณวินทร์ นักเขียน SEAWrite

ยังทำให้ได้เรียนรู้ เหมือนนั่งอยู่ใน class ประวัติศาสตร์การเมืองไทย

และ อาจจะทำให้อยากเรียนรู้เพิ่มเติมมากกว่า

ที่เขายอมให้รับรู้ในปัจจุบัน

ทุกๆความตายมันมีเหตุผล มีสิ่งที่ต้องจ่าย

ความตายไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น เพราะชีวิตมันประเมินไม่ได้

แต่หากความตายที่รับรู้ในอดีตไม่เกิดขึ้น

ใครจะรู้ว่า รอยเลือดบนถนนจะถูกล้าง และ จะไม่ถูกทาด้วยเลือดอีกฝ่าย

ใครจะรู้ว่า ความตายที่เลวร้ายกว่านั้น จะไม่เกิดขึ้น

บทเรียนจากเขมร น่าจะเตือนใจได้บ้าง

http://theeleventhline.exteen.com/20101005/entry

http://theeleventhline.exteen.com/20101223/entry

บางทีหากเราเรียนรู้มากพอ

เราอาจจะเข้าใจ บทบาทแต่ละฝ่ายมากขึ้น

 

- EPILOGUE -

ขณะที่เรายืนอยู่บนถนนเส้นหนึ่ง

เรามองเห็นการเคลื่อนไหว ของถนนอีกเส้นฝั่งขะโน้น ที่วางตัวขนานกันอยู่

เราเห็นความงาม จนบางครั้งเรานึกว่า

ถนนที่ขนานกัน ถูกกั้นไว้เพียงเกาะกลาง

ฝั่งเราก็น่าจะงดงาม เหมือนๆกัน

บางที เราอาจจะหลงลืม ว่า

ถนนที่ขนานกัน ทอดสู่จุดหมายที่ต่างกัน

 

- ผมหลงรักร่องรอยบนเส้นขนานที่ 11 -

 
 
 
 

เขียน : ประภาส ชลศรานนท์

ราคาปก (ที่ผมมี) 27 บาท (พิมพ์ครั้งที่ 6 มีนาคม 2531)  

หน้า : 130

ISBN 974-87495-0-9

สำนักศิษย์สะดือ

 

เรื่องสั้นล้ำๆสมัยผมวัยรุ่น ความทรงจำหอมกรุ่นที่ไม่มีวันจาง  

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ชวนแวะไปกด “LIKE”  - - - - > โครงการดีๆสนุกๆ “ห้องสมุดสุดปลายจมูก”

http://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

ผมเคยมีหนังสือ “ขอชื่อสุธี สาม สี่ ชาติ” 2 เล่ม

เล่มที่ผมถืออยู่นี่ ราคา 27 บาท

กัดฟันซื้อ ในวัยที่ได้เงินไปโรงเรียนน้อย จนแทบจะไม้เหลือเก็บ

อีกเล่มผมได้จากการตอบคำถามในรายการ “ร่มไม้รายทาง”

รายการสุดฮิตของวัยรุ่นยุคนั้น

.. ยุคที่เสียงพี่ฉอดคือพี่สาวในฝัน

เล่มหลังผมได้ให้เพื่อนรักคนหนึ่งของผมไป

 

ผมเคยเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้เป็นของวัยรุ่นยุคนั้น

เพราะเข้าใจว่าถ้าให้แม่อ่านก็คงไม่เข้าใจ

ให้เด็กรุ่นนี้อ่านก็อาจจะรำคาญ

แต่ผมเข้าใจผิด หลายปีหลังจากที่ผมซื้อเล่มนี้

มีวันหนึ่งแม่ผมซึ่งจบแค่ ป 4 เขียนชื่อตัวเองยังต้องลุ้นเหนื่อย

แต่ไม่รู้คิดอะไร แม่ไปหยิบเล่มนี้มาอ่าน

แล้วแม่ก็หัวเราะน้ำหูน้ำตาไหล

ผมถามแม่ตอนนั้นว่า “แม่ขำอะไร”

แม่บอกว่าขำตรง “กึ่งเดินกึ่งวิ่ง”

ผมไม่บอกหรอกว่าคืออะไร ไปหาเองในเล่มครับ

แต่ถ้าให้ผมบอกตรงๆ ผมไม่รู้ทำไมแม่ขำขนาดนั้น

 

เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมซื้อเล่มนี้เป็นของขวัญปีใหม่

ให้น้องที่อายุห่างจากผมซัก 10 ปี

ผมออกตัวตอนยื่นให้น้องว่า เป็นหนังสืออารมณ์ขันสมัยพี่วัยรุ่น

(เผื่อว่ามันไม่ขำ จะได้รู้ว่า "กรูบอกแล้วน้าว่าวัยกรู")

หลังจากนั้นไม่นาน น้องเดินมาบอกว่า เจ๋งดีพี่

ผมจึงได้ข้อสรุปว่า

“ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ” เป็นเรื่องสั้นล้ำๆ

สำหรับคนทุกวัย ล้ำจากวันนั้น แต่ก็วิ่งทันคนวันนี้

 

ที่ว่าล้ำ เพราะในตอนนั้น คงไม่มีใครสักกี่คน

ที่จะแต่งเรื่องสั้น แล้วให้ตัวละครทุกเรื่อง

ใช้ชื่อเดียวกันหมด .... ครับ ชื่อ "สุธี"

คนล้ำๆที่แต่งเรื่องนี้ ก็คือ ประภาส ชลฯ

ผมเขียนถึงเขาหลายทีแล้ว แต่

ก็ขอแตะอีกที

ประภาส คือ 1 ใน 3 คนที่เคยเป็น บก นิตยสารสุดล้ำตอนนั้น ชื่อ

“ไปยาลใหญ่” นิตยสารที่มาก่อนกาล และ ก็ตายก่อนแก่

อีก 2 คนคือ ศุ บุญเลี้ยง และ วัชระ แวววุฒินันท์

เห็นชื่อ บก ทั้ง 3 ก็คงนึกภาพออกถึงความล้ำ

แต่คุณอาจจะตกใจ ถ้ารู้ว่านักเขียน ศิลปิน หลายสิบคน

ผ่านเวทีนั้นมา ชื่อหนึ่ง ที่คุณอาจจะนึกไม่ถึง

โน้ต อุดม ถ้าชื่อนี้ทำให้คุณร้อง เฮ้ยหรอ

อย่าขอให้ผมไล่ชื่อต่อ คุณอาจจะต้องร้องจนคอแห้ง

 

ประภาส คือ เฉลียง และคือ ไปยาลใหญ่

ทั้งหมดเป็นมากกว่าแค่ตัวหนังสือและเสียงเพลง

แต่เป็นแรงบันดาลใจ ของเด็กอย่างผมในตอนนั้น

เด็กที่ตอนนั้นขาดๆ มีปมด้อย เมื่อหลงมาอยู่ในสังคมลูกคนรวยที่เตรียมอุดม

ทุกครั้งที่อ่านไปยาลใหญ่ ฟังเพลงเฉลียง

ผมจะมีโลกแห่งความสุข โลกแห่งความฝัน และ ความหวัง

วันนี้ผมซื้อบ้านของตัวเอง

และผมไม่ลืมที่จะต่อเติมเฉลียงในฝันเข้าไป

เฉลียงที่จะต่อเติมเรื่องราวบนแผ่นไม้ของชีวิตผม

 

คุณอาจจะมองว่าผมพล่ามนอกเรื่องหนังสือไป ผมขอโทษ!!

แต่จริงๆไม่ได้ออกนอกเรื่องหรอกครับ ที่ผมพูดมาทั้งหมด

คือ เรื่องราวของประภาส ที่มีอิทธิพล ต่อผม

เรื่องราวของ ประภาส คนเขียนหนังสือเล่มนี้

เรื่องราวของเจ้าของลายเซ็นต์นี้ในหนังสือสุดรักของผมเล่มหนึ่ง

   

 

ถ้ามีใครทำโพลล์สำรวจ ว่ามีใครเคยอ่าน “ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ”

ผมเชื่อว่าตัวเลขอาจจะน่าตกใจ

และยิ่งจะน่าตกใจที่ผมเชื่อว่า

คนที่เราเห็นชื่อ เห็นผ่านตาบนสื่อ จากหลายๆวงการ

มีประภาสเป็นหนึ่งในแรงบัลดาลใจ

เคยอ่าน "ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ"

และแอบอยาก "ขอชื่อประภาสสามสี่ที"

 

- ชอบอ่านร่องรอยดีๆ สัก สาม สี่ ชาติ -