ShortStoryInterThai

 

 

เขียน : Mark Haddon 

ราคาปก : 324 บาท

หน้า : 226

ISBN 1-4000-7783-4

Vintage


ถ้าชอบ Rain Man และ ถ้าชอบอัจฉริยะ ออทิสติก ก็มีแนวโน้มสูงที่คุณจะชอบ  "a curious incident of the dog in the night-time"


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ 

1.) โครงการดีๆสนุกๆ ห้องสมุดสุดปลายจมูกhttp://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

2.) แวะอ่านความคิดของผม http://thelastquestion.exteen.com/20110820/entry

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ 

 

ผมชอบแอบหยิบหนังสือเล่มเล็กๆ 

เจ้าของรางวัลชื่อแปลกหู (ของผม) มาอ่าน

เพราะถ้ามันไม่ดีอย่างรางวัลที่แปะไว้

ก็จะได้ไม่เสีย อารมณ์ อะไรมากมาย

หนังสือเล่มนี้ ที่จะเล่าให้ฟัง เขาได้รางวัล

Whitbread Award Winner

 

ผมชอบเรื่องราวของคนที่เป็น ออทิสติก

ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์

Dustin Hoffman กับ Rain Man

หรือ

Sean Penn กับ I am Sam

จะมีสักกี่คนที่บอกว่า ดูแล้วไม่สนุก

จะมีสักกี่คน ที่ไม่หลงรัก  

 

the curious incident of the dog in the night-time

เป็นเรื่องราวของเด็กคนหนึ่ง

ซึ่งเป็น ออทิสติก

และก็อย่างที่รู้มาจนชินหู ออทิสติกมักมากับอัจฉริยภาพ

คริสโตเฟอร์ในวัย 15 ปี รู้จักชื่อประเทศ และ เมืองหลวง ทั้งโลก

นอกจากนั้น เขานับ จำนวนเฉพาะได้จนถึง 7,057

(คนธรรมดา ใครจะไปรู้หว่าว่า 7,057 เป็น เลขเฉพาะ)

และเมื่อคริสโตเฟอร์มาเจอกับ

เหตุการณ์ฆาตกรรมสุนัข (หมานั่นแหละครับ)

เขาก็จึงพยายามสืบหาความเป็นจริง

ผ่าน ทฤษฎี และ การคำนวณทางคณิตศาสตร์

ดังนั้นถ้าคุณชอบคณิตศาสตร์ คุณจะสนุกมาก

แต่ถ้าคุณ ไม่ได้ชอบคณิตศาสตร์ ก็ยังสนุกได้อยู่ดี

เพราะเรื่องราวตัวเลขเหล่านั้น

มาเพิ่มให้เนื้อเรื่องน่าสนใจ

แต่ไม่ใช่แก่นทั้งหมด

แย่จังที่ผมจำได้ไม่มากนัก นอกจากความรู้สึกว่าสนุกดี

เพราะผมอ่านมันในปี 2004 หรือ 1 ปีหลังจากที่ได้รางวัล

 

ผมเป็นคนที่ชอบ คณิตศาสตร์มากๆตั้งแต่เด็ก

ดังนั้นหนังสือที่เอาเรื่องราวตัวเลขมาหลอกล่อ

ก็ได้ผลกับผมเสมอ

อย่าง Da Vinci Code ผมก็เสร็จ โดยง่ายดาย

 

อ้า …. เจอ …. character เด็ดๆของคริสโตเฟอร์หละ

เขาจะมองเห็นในโลกที่ต่างจากคนอื่น

เช่น ถ้าเรานั่งรถไฟผ่านทุ่งหญ้า

แล้วถูกถามว่าเห็นอะไร เราอาจจะบอกว่า ทุ่งหญ้าเขียวขจี

สุดลูกหูลูกตาตัดกับฟ้าสีคราม

แต่เจ้าหนุ่มวัย 15 จะตอบว่า

วัว 7 ตัว ที่มีลวดลายต่างกัน โดยมี 3 ตัวที่มีจุดดำมากกว่าพื้นขาว

ทุ่งหญ้าด้านซ้ายเตียนในขณะขวารก

และภูเขาด้านหลังสูงเจ็ดแปดร้อยเมตร

 

ถ้าคุณชอบเรื่องราวอัจฉริยะ ออทิสติก

ของคณิตศาสตร์

และแอบชอบบุคลิกของ คริสโตเฟอร์

ลองหยิบมาลองดูครับ ใช้เวลาไม่มากครับ

ถ้าไม่ชอบ ก็โกรธผมไม่นานหรอกครับ

 

- อย่าลืม ทิ้งความคิดสีเทาบนดาวดวงที่เป็นเลขเฉพาะตัวที่ 5 ด้วยครับ -

 

 

 

 

เขียน : ฮารูกิ มูราคามิ

แปล : นพดล เวชสวัสดิ์

ราคาปก : 160 บาท

หน้า : 139

ISBN 9786167591063

มูราคามิ ชายผู้บัญญัติ ให้สีเทา เป็นเฉดสีฉูดฉาด

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

1.) โครงการดีๆสนุกๆ “ห้องสมุดสุดปลายจมูก” http://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

2.) แวะอ่านความคิดของผม http://thelastquestion.exteen.com/20110820/entry

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

ผมดีใจมากกว่าปกติ ที่เห็น entry ก่อนได้ขึ้น Hot Posts

เหตุผลคือ ผมไม่ได้แวะไปหาใครเลยมา2-3 เดือนแล้ว

และคงจะเป็นแบบนี้ไปอีก 2-3 เดือน เพราะ ภาระกิจที่รัดตัวมาก

ผมดีใจ ที่เห็นว่า blog แบบนี้ก็มีที่ยืน

 

ความที่แน่นทั้งงานหลัก งานเขียน งานเรียน

ผมจึงเลี่ยงไม่ซื้องาน มูราคามิ เลย เพราะรู้ว่ามันจะทำให้ผมเขว

เล่มเก่าๆที่กองอยู่ก็ใช่น้อย

แต่ก่อนงานแต่ง เพื่อนสนิทก็ซื้อมาให้ ชุดไตรภาคแห่งมุสิก

แล้วจะให้ผมทำอย่างไร ผมก็ปุถุชน

 

หลายปีก่อนลุงคนโต (ตั่วกู๋) ของผม ซึ่งท่านก็เป็นคนขาดๆเกินๆบ้าง

มีชีวิตที่ลำบากมาตลอดชีวิต

แต่รักหลานทุกคน

ผมเองน่าจะเป็นหลานรักลำดับที่ 1 หรือ ไม่เกินที่ 2

ตอนเรียนอนุบาล ตั่วกู๋จะมาจูงผมไปส่งที่โรงเรียนทุกวัน

พอขึ้นชั้นประถม ผมย้ายโรงเรียน และ ก็นั่งสองแถวไปโรงเรียนเอง

แต่ทุกวันที่เดินไปขึ้นรถ จะต้องผ่านแผงล็อตเตอร์รี่ของ ตั่วกู๋

ตั่วกู๋ จะเอาเงินให้ผม 1 บาททุกวัน

และเสาร์อาทิตย์จะพาผมไปเที่ยววังหลัง

เพราะตั่วกู๋ชอบพระ แต่ก็ไม่ลืมซื้อหมูสะเต๊ะของโปรดให้ผมทานทุกครั้ง

แล้วเมื่ออากู๋ป่วยหนักในตอนที่ผมเรียน มหาวิทยาลัย

ผมก็ผลัดผ่อนไม่ได้ไปเยี่ยมสักที เพราะติดเรียน ติดเพื่อน

จนวันอาทิตย์หนึ่ง ที่บ้านได้รับโทรศัพท์ว่าให้รีบไปดูตั่วกู๋ครั้งสุดท้าย

ไปถึงอากู๋หลับสบาย

เรายืนดูด้วยความสบายใจ ดีใจที่มาทัน ดีใจที่อากู๋ไม่เป็นไร

ผ่านไปเกือบ 5 นาที แม่ตกใจพูดขึ้นมาว่า

“อาเฮียก๊วยซิมเหลี่ยว” (พี่ชายเสียชีวิตแล้ว)

แม่มาเอะใจว่าเพราะ ไม่มีสายระโยงระยาง

ใช่ ผมไปไม่ทัน

แต่ผมได้เห็นอากู๋ ตอนที่ร่างกายอากู๋สะอาดสะอ้าน

ไม่ได้เห็นตอนอากู๋เจ็บปวด

ความตายงดงามแบบนี้ หละหรือ

 

ผมนึกถึงเรื่องราวข้างบนแทบทุกครั้ง

ที่ผมอ่านงานของมูราคามิ จบลง

 

สำหรับ สดับลมขับขาน ผมไม่ได้อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่ชื่อ

Hear the Wind Sing แต่นี่คือ ปฐมบทของงานเขียนมูราคามิ

ผมไมได้อ่านปกหลังก่อน อ่านหนังสือ

เมื่ออ่านจบลงด้วยภาพเทาๆ ที่แสนอิ่มเอิบ

ผมจึงได้รู้จากปกหลังว่า ตลอดเรื่องที่อ่านจบลงไป

ตัวเอกของเรื่อง ไม่เคยได้รับการเอ่ยนาม

จริงด้วยสิ ผมอ่านจบโดยไม่ได้นึกถึงชื่อเขาเลย

 

ตำนานกล่าวว่า วันที่อากาศอบอุ่น ของฤดูใบไม้ผลิปี 1974

ขณะดูเบสบอล มูราคามิ เกิดแรงบันดาลใจเขียนงานแรกของเขาขึ้น

ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า Hear the Wind Sing

 

 

ผมชอบบทสนทนาท่อนหนึ่งในเล่มนี้

เป็นบทสนทนาระหว่างสายลมบนดาวอังคาร และหนุ่มนักท่องอวกาศ

“ไม่อาจเรียกว่ากระทันหัน เจ้าเดินมาในอุโมงค์เวลา กินเวลาทั้งสิ้นสิบห้าพันล้านปี

พวกเจ้ามีคำกล่าวว่าเวลาเหมือนติดปีกบิน สำหรับข้า ไม่มีการเกิดการตาย ข้าเป็นเพียงลมขับขาน”

“คำถามเดียวหากจะอนุญาตให้ถาม”

“ด้วยความยินดี”

“อยู่มานานขนาดนี้เรียนรู้อะไรบ้างหรือป่าว”

อากาศกระตุกวูบ สั่นกระเพื่อมเหมือนเสียงหัวเราะ

และแล้วก็เป็นความสงบนิ่งเหมือนชั่วนิรันดร์ของดาวอังคาร

เจ้าหนุ่มดึงปืนพกออกจากซอง ยกขึ้นจ่อขมับ แล้วลั่นไก

 

ต้อนรับเข้าสู่โลกของมูราคามิครับ

 

- ทิ้งความคิดสีเทาบนดาวดวงที่ 11 บ้างนะครับ -

 

ปล. ผมเคยพูดถึงงานของมูราคามิ ทั้ง Norwegian Wood, After the Quake,

After the Dark และ South of the Border,West of the Sun แล้วนะครั

เขียน : โรเบิร์ต เจมส์ วอลเลอร์

แปล : เสรี ปิยะฉัตร

ราคาปก : 65 บาท (พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2535)

หน้า : 181

ISBN ???????

สนพ ไต้ฝุ่น

 

ในชีวิตจะมีซักกี่เรื่องราว ที่ถูกนำมาเล่าได้ในมุมที่แตกต่างไม่มีวันหมด เรื่องนึง คงไม่พ้น “ความรัก”

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

1.) โครงการดีๆสนุกๆ “ห้องสมุดสุดปลายจมูก” http://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

2.) แวะอ่านผมผ่านคุณkeaaaa http://thelastquestion.exteen.com/20110820/entry

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

ฉากที่ คลินท์ อีสต์ วู้ด จอดรถตีไฟ

รอ เมอร์รีล สตรีฟ (ซึ่งนั่งอยู่ในรถอีกคันกับสามีเธอ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่)

เป็นฉากวัดใจ เป็นฉากที่เธอต้องหักห้ามใจ

เป็นฉากที่เธอต้องเลือก ว่าจะมีชีวิตที่แสนจำเจต่อไปกับสามี

หรือไปสู่ชีวิตรัก ในแบบที่ผู้หญิงอย่างเธอเพิ่งเคยได้สัมผัส

นั่นเป็นฉากที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ ในหนังเรื่องนี้

หรือ แม้กระทั่ง พูดถึงฉากหนังรัก ที่อยุ่ในใจนักดูหนัง

ฉากนี้ก็มักจะหลุดเข้ารอบลึกๆประจำ

 

คนเราทุกคนมีด้านมืดที่เก็บไว้บางมุมของหัวใจ

เมอร์รีล สตรีฟ สาวบ้านนอก กับชีวิตหม่นๆ

ที่จากวันนี้ จนถึงลมหายใจสุดท้าย ไม่เหลืออะไรให้ตื่นเต้นอีกแล้ว

แต่จู่ๆ ช่างภาพ National Geographic อย่าง คลินท์ อีสต์ วู้ด ผ่านเข้ามา

ชีวิตที่แสนตื่นเต้น เหมื่อนสาวรุ่นก็กลับเข้ามาอีกครั้ง

เมื่อถึงจุดที่ต้องเลือก ระหว่าง

วิ่งฝ่าฝนไปขึ้นรถอีกคัน เพื่อมีชีวิตที่เธอไฝ่หา

หรือนั่งนิ่งๆบนรถสามี อยู่กับความรับผิดชอบ

…..

เธอก็ต้องเลือก ได้แค่ 1 ทาง

 

สารภาพว่า ตอนที่ดูหนังในตอนนั้น ช่วงทศวรรษปี 1990

ผมไม่ได้อินกับฉากนั้นกับ ซักกี่มากน้อย

แต่เมื่อ หลายปีผ่านไป

วัย และ ประสบการณ์ ทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นมากขึ้น

การแต่งงาน ตามวัฒนธรรมเมื่อวันเวลามาถึง

หรือการแต่งงาน เพื่อความถูกต้อง

มันอาจจะต้องจ่ายด้วย ชีวิตทั้งชีวิต

ใจที่ถูก กักขัง ภายใต้ โซ่ตรวนดอกไม้

 

นี่เป็นอีกมุมของ เรื่องราว ความรักที่ถูกถ่ายทอดออกมา

เรื่องราว ที่ถูกเล่าได้ผ่านได้ หมื่น แสน มุมมอง

มันอาจจะเป็น วิถี ที่ถูกต้องและต้องยอมรับ

สำหรับคนบางคน อย่าง เมอร์รีล สตรีฟ ในเรื่อง

แต่อาจจะเป็น วิถี ที่ผิด สำหรับคนอื่น

ผมไม่ได้มีคำตอบมาให้หรอกนะครับ

 

ในปี 2535 หนังสือเล่มนี้ ติดอันดับ

เบสต์เซลเลอร์ 75 สัปดาห์ ใน อเมริกา

แต่ฉบับแปลไทย ผมได้จากกองหนังสือลดราคา

บนปกใน ลายมือผมลงวันที่ 16/10/1998 (พ.ศ. 2541)

หนังสือเก่าทีเดียวครับ

ขนาดที่ไม่มี ISBN อยู่บนหนังสือ  … แปลกแฮะ

 

คุณจะเลือกดูหนังหรืออ่านหนังสือ

ก็ตามแต่ ความสะดวกใจ และรสนิยม

แต่ถ้าดูหนังก่อน พอมาอ่านเล่มนี้

หน้าทั้งคู่ จะวนเวียนตลอด

ก็ทั้งคู่เหมาะกับบทเสียเหลือเกิน

และฉากในหนัง

มันทำให้รู้สึกกลัวชีวิตแต่งงานแบบนั้นได้ไม่น้อยเลย

 

ผมไม่เชื่อในการแต่งงาน … ในแบบว่า ถึงเวลาแล้ว

ผมไม่เชื่อในการแต่งงาน … เพื่อความถูกต้อง

ถ้าใครบอกว่าเห็นแก่ตัว … ผมขออนุญาตไม่ใช้สิทธิเถียง

แต่ถ้าใครถามว่า ทำไม … ยินดีคุยด้วยเสมอครับ

 

สะพานใครก็สะพานมัน …

ที่สำคัญคือ สะพานที่สร้างเอง มันเดินแล้วสุขกว่าแฮะ

 

- ทิ้งร่องรอย ไว้บนสะพาน หมายเลขสิบเอ็ด บ้างนะครับ-