MyGoodStory

G20. เพราะใคร ... เพราะเธอ

posted on 19 Feb 2012 22:06 by theeleventhline  in MyGoodStory  directory Lifestyle, Travel, Diary

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ 

1) โครงการดีๆสนุกๆ ห้องสมุดสุดปลายจมูกhttp://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

2) แวะอ่านผมผ่านคุณ keaaaa http://thelastquestion.exteen.com/20110820/entry

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ 

 

 

ขอโอกาสให้ผมเล่าเรื่อง ... หวานๆของผมบ้าง

 

 

3 ปีที่แล้ว

 

5 เมษายน 2009 ผมพาแฟนมาเที่ยวหัวหิน

ตอนเราเดินเล่น ถ่ายรูปที่ชายใกล้ๆเขาตะเกียบ

เราเดินมาเจอสถานที่นึง สวยมาก

และผมก็บอกว่า ไว้มีตังส์จะพามา

เพราะคืนนึงดูแล้วน่าจะหลักหมื่น

(จะจ่ายที่พักขนาดคืนละหลักหมื่น มันควรมีเงินกี่ล้านหว่า)

แล้วเราก็ถ่ายรูปกันไว้ …

โดยมีสถานที่นั้น … เป็นฉากหลัง

 

วันนี้ กุมภาพันธ์ 2012

 

ตอนนี้เธอได้เปลี่ยนสถานะจากแฟน

เป็นภรรยาผมแล้ว

เราแต่งงานกันที่ Grand Hyatt Erawan ห้อง The Campus

ด้วยยอดใช้จ่าย เราก็ได้ voucher สำหรับ ที่พักในเครือของ Erawan ที่หัวหิน

ชื่อ The Barai ก่อนมารู้เพียงว่า หรูหรามาก

และเมื่อมาถึงมันก็หรูหราตามที่ได้ยินมา

ด้วยค่าที่พัก คืนละเหยียบ 3 หมื่น

แต่เราไม่ได้นึกอะไร นอกจาก สนุกสนานกับมัน

จนกระทั่งเราเดินออกมาทาน pre-dinner

เราก็เดินหามุมสวยๆถ่ายรูป

แล้ว มันก็

เฮ้ย มุมนี้ ตรงนี้นี่นา

ที่เมื่อ 3 ปีก่อน เราบอกว่า ไว้มีตังส์ เราจะมาพัก

มัน ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

เราไม่ได้นึกเลยว่า ที่นั้นเมื่อ 3 ปีก่อน คือ The Barai

ตอนนั้น เราก็ได้แต่ยิ้มและหัวเราะกัน

ผมแค่อยากเล่า เรื่องตลก แบบหวานๆบ้าง .... เท่านั้นเองครับ

 

 

 

เธออ่อนกว่าผม 11 ปี

แต่เราก็คุยกันได้รู้เรื่อง จนไม่น่าเชื่อ

ในวันนึง

ตอนที่เราเป็นแฟนกัน

เธอพูดขึ้นมาว่า

“ขอโทษนะคะ ที่ทำให้รอตั้งนาน”

 

ทีแรก ผมก็งง งง

สักพักก็นึกได้ว่า

ผมเคยเล่าให้เธอฟังเรื่อง Bram Stoker’s Dracula

เป็นหนังในปี 1992 นำแสดงโดย

Gary Oldman, Winona Ryder และ Anthony Hopskins

ผมบอกว่า ผมชอบเพลงประกอบมากๆชื่อ

Love Song for A Vampire ของ Annie Lennox

และเล่าว่า Dracular ขายวิญญาณให้ซาตานเพื่อเป็นอมตะ

และเฝ้ารอมานานถึง 400 ร้อยปี เพื่อเจอหญิงคนรักอีกครั้ง

และนั่นแหละที่เธอเอามาพูดว่า

“ขอโทษนะคะ ที่ทำให้รอตั้งนาน”

(รอเธอมาเกิดหลังผม 11 ปี)

น่ารักมั้ยครับ ขำๆแบบนี้หละ ภรรยาผม

 

 

 

ในวันที่ผมขอเธอแต่งงาน

ผมแอบจุดเทียน ที่จัดเรียงเป็นรูปหัวใจ

รอเธอมาที่บ้าน

และพอเธอมาถึง

ผมก็พูดกับเธอในตอนนั้นว่า

 

“พี่เคยบอกหนูใช่ไหมว่าหนูอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยที่สุด

พี่เคยบอกหนูใช่ไหมว่าหนูอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงที่ฉลาดที่สุด

พี่เคยบอกหนูใช่ไหมว่าหนูอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงที่ตลกที่สุด

แต่หนูมีทุกอย่างพอเหมาะที่สุด

และพี่คงไม่ลืม บอกหนูใช่ไหมว่าหนูมียิ้มที่สวยที่สุด

และทุกครั้งที่หนูยิ้มให้ พี่รู้ว่าหนูมีความสุข หนูยิ้มให้พี่

หนูเป็นกำลังใจให้พี่ และ หนูรักพี่ ....”

 

“แต่งงานกับพี่นะ”

แล้ว ตำนานเรื่องใหม่ ก็ถูกร่างบทที่ 1

(ด้วยบทขอแต่งงานของผมนั้น ทำให้เราได้เป็น 5 คู่รักของ Air Asia

น่าเสียดายที่ต้องสละสิทธิ์ เพราะตอนนั้นผมติดเดินทางไปต่างประเทศ)

 

 

เธอมักมีประโยค ขำๆให้ผมยิ้มเสมอ

“แต่งงานกับเราวันที่ 5 เดือน 5 ปี 2555 นะ เราจะได้เป็นคู่ ขำขำ จำง่ายๆ”

หรือ

“ซื้อบ้านเหรอ เดี๋ยวเราช่วย 5 พัน”

แต่งกันแล้ว

“เราขอกาละมังไว้ซักผ้าใบนึงนะ”

หรือ

“แต่งงานแล้วแบ่งงานกัน เราซักผ้า ตัวเองล้างห้องน้ำนะ”

แต่ประโยคหนึ่ง ที่ทำให้ผมยิ้มมีความสุขมากๆ

คือ เธอจะเรียกผมว่า ‘มะหมู’

แล้ววันนึง เธอก็พูดว่า

“รักมะหมูที่สุดในรอบโลกเลย”

 

ผมก็แค่อยากเล่าเรื่อง ... แบบหวานๆบ้าง

คงไม่ว่ากัน

 

 

 

“ทิ้งร่องรอยตลกหวานๆ ไว้บนดาวดวงดวงที่สิบเอ็ดบ้างนะครับ”

 

 

 


วันนี้แค่อยากเล่าเรื่องรอยยิ้มของน้องชาย
… คนหนึ่ง

 ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

1) โครงการดีๆสนุกๆ “ห้องสมุดสุดปลายจมูก” http://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

2) แวะอ่านผมผ่านคุณ keaaaa http://thelastquestion.exteen.com/20110820/entry

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

ผมมีน้องชายหลายคนครับ ...

ผมเป็นลูกคนสุดท้อง แต่ก็มีน้องชายหลายคน

วันนี้น้องชายคนหนึ่งโทรมาด้วยน้ำเสียงที่รู้ว่าดีใจขนาดไหน

เป็นครั้งที่เขาจะทักผมโดยไม่มีคำว่า

“สวัสดีครับ พี่เอกสะดวกคุยมั้ยครับ”

 

ผมรู้จักน้องคนนี้เมื่อ 7 ปีก่อน

แม้จะไม่ได้ทำงานไม่ได้ทำงานในส่วนเดียวกัน

แต่ก็มีงานที่คาบเกี่ยวกันบ้าง

เราเจอกันอยูเพียงปีนิดๆ

และเมื่อตอนที่ผมเลือกจะออกจากที่นั่นมา

โดยให้เหตุผลกับนายฝรั่งไปว่า

‘ผมไม่ทำงานกับนายขี้โกง (นายใหม่คนไทย)’

แล้วผมก็จากมา

โดยในช่วงรอยต่อ ไอ้คนขี้โกงคนนั้น

ยังพยายามโทรมาพูดอะไรพล่อยๆกับที่ทำงานปัจจุบันของผม

แต่ไม่มีผลอะไร

ในช่วงรอยต่อนั่นเอง ที่ผมก็จะมีเข้าไปเอาเอกสารบ้าง

น้องชายคนนี้ก็อาสาเป็นคนไปหยิบมาให้ที่รถ

เพราะรู้ว่าผมไม่อยากเจอหน้าคนขี้โกงคนนั้น

จนวันนึงน้องก็โดนไอ้ขี้โกงถามว่า

“ทรยศเหรอ”

น้องชายผมมาเล่าให้ฟังขำๆ ตอนเอาเอกสารมาให้ผม

ผมถามว่า

“เอ็งกลัวป่าว”

มันตอบว่า

“เฉยๆครับ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดต้องกลัวอะไร”

จากวันนั้นผมก็รู้ว่า

‘ไอ้เด็กคนนี้มันใช้ได้’

 

ตลอด 6 ปีกว่าๆจากนั้น ผมไม่ได้เจอน้องชายคนนี้อีกเลย

แต่น้องมันมักจะโทรมาหา สักปีละครั้ง สองครั้ง

ส่วนใหญ่โทรมาขอคำปรึกษา เรื่องงาน เรื่องที่ต้องตัดสินใจ

มันบอกผมว่า

“ผมไม่รู้ว่าจะถามใครดี”

“เวลาผมสับสน ลังเล ผมเชื่อว่าพี่จะแนะนำผมได้”

ครั้งหนึ่ง น้องชายผมคนนี้ สับสนระหว่าง

‘การเป็นทนายอยู่บริษัทฝรั่ง บริษัทที่เด็กนิติทั้งหลายใฝ่ฝัน’

หรือ

‘ออกมาเพื่อสานต่อความฝัน สอบเนติ และมุ่งเป็นผู้พิพากษา’

ผมถามไปว่า

“ถ้าให้เอ็งเลือก โดยไม่มีปัจจัยเรื่องเงินทอง จะเลือกอะไร”

มันตอบ

“เป็น ผู้พิพากษา ครับ”

ผมถามต่อ

“แล้วถ้าออกจากบริษัทฝรั่งวันนี้ มีใครเดือดร้อนเรื่องเงินมั้ย”

มันตอบว่า

‘ไม่มีครับ”

ผมถามว่า

“แล้วมีอะไรต้องลังเลอีก”

ระหว่างที่ น้องมันหยุดคิด ผมก็ถามต่อว่า

“ถ้าออกไปเรียนเพื่อสอบเนติ แล้วเกิดสอบไม่ได้ เอ็งเสียอะไรบ้าง”

มันตอบว่า

“ก็เสียเวลาไป 2 ปี”

ผมถาม

“แล้วงานที่นี่หละเสียดายมั้ย”

น้องชายผมตอบว่า

“เสียดายเหมือนกันครับ ถึงได้ลังเลโทรมาปรึกษาพี่”

สุดท้ายผมเลยถามว่า

“อีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า จะเสียดายงานที่บริษัทฝรั่ง

หรือ เสียดายที่ไม่ได้ลองสอบเนติ”

เขาเลือกตอบ อันหลัง

 

จากนั้นทุกปีผมจะได้โทรศัพท์ปีละ 1-2 ครั้ง

ครั้งหนึ่งอาจจะเป็นการขอคำแนะนำอะไรบางอย่าง

และอีกครั้งก็จะเป็นรายงานความก้าวหน้า

“พี่เอก ผมจบแล้วนะครับ”

“พี่เอก ผมกำลังจะไปสอบเนติแล้วครับ”

“พี่เอก ผมสอบเนติได้แล้วครับ”

และ …..

 

แม้จะไม่เจอหน้ากันมา 6 ปีกว่า

วันนี้น้องชายคนนั้นโทรมาด้วยน้ำเสียงที่รู้ว่าดีใจขนาดไหน

เป็นครั้งแรกที่เขาจะทักผมโดยไม่มีคำว่า

“สวัสดีครับ พี่เอกสะดวกคุยมั้ยครับ”

เขาโทรมาบอกผมว่า

“พี่ครับ ผมได้เป็นผู้พิพากษาแล้ว”

 

ผมไม่รู้จะตอบอะไรนอกเสียจาก

“พี่ดีใจด้วยจริงๆหวะ”

จากนั้นก็เทศนาตามภาษาพี่ชาย

“จากวันนี้ไป อย่าคิดเป็นแค่เพียงผู้พิพากษาธรรมดา

อย่าคิดว่า โอกาสทำเงินมาถึงแล้ว

อย่าลืมที่เคยบอกพี่ไว้ว่า

ผมอยากเป็นผู้พิพากษา และผมอยากเป็นผู้พิพากษาที่ดี”

ผมพล่ามต่อไปว่า

“ถ้าเป็นคนดี จิตใจดี มุ่งมั่น

เงินมันจะมาเอง

มันจะเป็นเงินสะอาด

เป็นเงินที่คุณไม่ต้องนอนสะดุ้งตื่นกลางดึก”

น้องชายตอบว่า

“ผมไม่ลืมครับพี่”

ก่อนวางผมตอบไปอีกครั้งว่า

“พี่ดีใจด้วยกับเอ็งจริงๆ”

 

ผมเป็นลูกคนสุดท้อง แต่ก็มีน้องชายหลายคน

 

 

“บอกให้ผมรู้บ้างว่าคุณมาเยือน … ดาวดวงที่สิบเอ็ด”

 

ปล. ผมมีหนังสือเล่มเด็ดที่อยากจะเขียนถึง แต่ก็โดนเรื่องนี้แซงคิวซะก่อน

 

 

เขียน : จากหัวจิตหัวใจ

ราคาปก : ไร้ราคา (พิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม 2554)

หน้า : 246

ISBN 978-974-350-877-6

สนพ: ห้องสมุดสุดปลายจมูก (http://theeleventhline.exteen.com/20101127/g5) 

 

หนังสือบางเล่ม เขียนด้วยหัวใจพวกฉัน เพราะเราจะวาดฝันให้เธอ 

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

1) โครงการดีๆสนุกๆ “ห้องสมุดสุดปลายจมูก” http://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

2) แวะอ่านผมผ่านคุณ keaaaa http://thelastquestion.exteen.com/20110820/entry

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

ใดๆในโลกล้วนมีเหตุที่มา

หนังสือเล่มนี้ก็หามีข้อยกเว้นไม่

อยากรู้ clickดู link นี้ (http://theeleventhline.exteen.com/20110427/g14)

 

หนังสือเล่มนี้ มีที่มาง่ายๆ

ค่อนไปทางเอาแต่ใจของผม

แต่กว่าจะเสร็จออกมา

ก็ต้องเอาหัวจิตหัวใจ

และ สองมือ ของใครต่อใคร

มาช่วยกันปั้น

 

10 นักเขียนเดี่ยว 1 นักเขียนกลุ่ม 1 นักแต่งนิทาน

1 นักพับกระดาษ และ อีก 2 นักออกแบบปก

เมื่อรวมเข้ากับ 1 นักทำอาร์ทเวิร์ค จากหนึ่งสำนักพิมพ์ใจดี

เงินอีก 130,000 บาทจากหลายดวงใจที่ขนาดใหญ่กว่ากำมือ

ก็ออกมาเป็น

“การ์ตูนสุดปลายจมูก” จำนวน 2,000 เล่ม

ซึ่งจะถูกจัดออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนแรก : จะถูกแจกจ่ายให้นักวาดและผู้บริจาคในก้อนแรกคนละ 1 เล่ม

ส่วนที่สอง : 1,000 เล่มจะถูก ส่งไปตามโรงเรียนในต่างจังหวัด

ให้ครบทุกจังหวัด โรงเรียนละ 2 เล่ม 500 โรงเรียน

ส่วนสุดท้าย : ประมาณ 900 เล่ม ผมจะประกาศขายแบบบริจาคไปด้วยกันคือ

เมื่อท่านบริจาค 200 บาท (ให้เกินไม่ว่ากันครับ)

ท่านจะได้ไป 1 เล่ม ส่วนอีก 1 เล่มจะไว้บริจาค

ที่ปกใน จะให้ท่านเขียนชื่อ โรงเรียนและชื่อท่านเป็นผู้บริจาคด้วยครับ

ใครสนใจ ต้องมาซื้อที่ทำงานผมครับ เพราะจัดส่งให้ไม่ไหวครับ

 

ในส่วนสุดท้ายขายได้หรือไม่ไม่ใช่ประเด็น

เพราะเงินที่ได้ก็จะเป็นค่าไปรษณีย์ในการส่งหนังสือทั้งหมด

เพราะพันกว่าเล่มค่าไปรษณีย์ก็ไม่น้อยเลย

หากขายไม่ได้ ผมก็จะส่งไปตามโรงเรียนทั้งหมด

ค่าไปรษณีย์ เดี๋ยวก็มี … กลัวที่ไหน!!!

 

หนังสือการ์ตูนเล่มนี้ นอกจาก

จะสร้างรอยยิ้มเด็กๆ นับแสน

(ถ้าคิดว่าผมพูดเกินไป ลองเอาตัวเลขสัก 800 โรงเรียน

คูณเข้ากับนักเรียนน้อยๆแค่ 400 คนสิครับ)

แถมยังเปิดโอกาส ให้เหล่านักวาดผู้พิการ

ผู้มีหัวใจดวงโต ผิดมนุษย์มนา

ก็เพราะ การแบ่งปัน ไม่ใช่หรือ ... ที่ทำให้โลกงดงาม

และ เพราะการแบ่งปัน

มันไม่ได้มีความหมาย ... เพียงแค่เงิน

 

หนังสือทุกเล่มที่ส่งไปตามโรงเรียน

ผมจะแนบกระดาษพร้อมซองปิดแสตมป์ จ่าหน้ากลับมาที่ผม

ผมแอบหวังอยากเห็นลายมือเล็กๆ

ที่เขียนมาพร้อมรอยยิ้ม

รอยยิ้มที่มาจากการอ่านการ์ตูน

และลายมือเหล่านั้นแหละครับ

ที่จำทำให้เราได้ยิ้ม

และลายมือเหล่านั้นแหละครับ

ที่เขาจะได้เรียนรู้ วิชา

“การให้ 101”

 

และอีกครั้งที่ผมจะลงท้ายด้วยท่อนนี้

ผมเล่าเรื่องนี้ เพียงหวังว่า คุณๆที่บังเอิญผ่านมา เมื่อได้อ่านแล้ว

หากยังนึกไม่ออกว่าจะทำอะไร อาจจะเกิดอะไรแวบขึ้นมาบ้าง

แต่ถ้ามีอะไรในหัวแล้ว จะได้ลงมือทำเลย

และหากทำแล้วกำลัง รู้สึกเหมือนตัวตลก

ผมจะบอกว่าหลายๆครั้ง ผมก็รู้สึกแบบนั้น

แต่ ผมเลิกสนใจไปซะแล้วครับ 

"ขนาดความใหญ่ของสิ่งที่คุณทำ มันไม่สำคัญหรอกครับ"

ขอให้เด็กทุกคนเติบโตมาด้วยหัวใจงดงามครับ

 

“ขอให้โลกนี้สงบสุข ขอให้ดาวดวงที่สิบเอ็ดเต็มไปด้วยร่องรอยที่งดงาม”