Biography

 

 

เขียน : Blaine Harden

ราคาปก : 22.95 S$ (พิมพ์ครั้งแรก 2012)

หน้า : 242

ISBN 978-0-230-75468-3

By Mantle

 

เป็นหนังสือที่เห็นคำโปรยหน้าปก ผมก็ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ก็ตัดสินใจซื้อ

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

1.) โครงการดีๆสนุกๆ “ห้องสมุดสุดปลายจมูก” http://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

2.) แวะอ่านความคิดของผม http://thelastquestion.exteen.com/20110820/entry

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

ผมได้ผ่านสนามบิน Changi มา 3 ครั้ง

แต่ไม่เคยได้ออกไปเหยียบแผ่นดินสิงคโปร์ซักที

จนครั้งที่ 4 นี่แหละถึงได้มาสิงคโปร์จริงๆซักที

แต่ก็ได้เดินเล่นอยู่สัก 4 ชั่วโมง

เพราะวันรุ่งขึ้นก็ประชุมเช้าจรดเย็นแล้วก็บินกลับ

ผมว่า คนสิงคโปร์น่าสงสาร

เพราะ แหล่งพักผ่อนหลัก คงไม่พ้น แหล่งช้อปปิ้งต่างๆ

แต่คนสิงคโปร์ก็โชคดี แม้จะมีที่นิดเดียว

แต่กลับมีพื่นที่สีเขียวต่อประชากรสูง

สูงกว่าประเทศที่มีแม่น้ำและที่ลุ่มเต็มแผ่นดินอย่างไทยเสียอีก

ไปครั้งนี้ ผมได้แค่ไปแวะแถว Marina Bay Sand

แต่ครั้งหน้า เดือนมิถุนา ผมจะไปสัมมนาที่นั่น

แล้วไว้จะมาเล่าให้ฟังว่า

ภายในห้องพัก ของแลนด์มาร์คแห่งนี้เป็นอย่างไร

และ การได้ลิ้มรสอาหารจากเชฟซีเล็บ จะอร่อยขนาดไหน

ไว้จะมาเล่าให้ฟัง

 

กลับมาเรื่องหนังสือดีกว่า

ขณะรอเครื่องขากลับ ผมมีเวลาประมาณ 3 ชม

นอกจากต้องซื้อหมูหวานแล้วก็ร้านหนังสือนี่แหละ

‘ONE MAN’S REMARKABLE ODYSSEY FROM NORTH KOREA

TO FREEDOM IN THE WEST’

ถ้าคุณเคยทราบความเลวร้ายของประเทศนี้

คุณคงเข้าใจว่า ทำไมคำโปรยข้างบนถึงดึงเงิน

จากผมได้ง่ายขนาดนี้

ประเทศที่มีแต่ propaganda ว่า

- ผู้นำของเขา คือ อัจฉริยะแสนดีที่มีคนรักทั่วโลก

- ประเทศเขานั้นดีหนักหนา อุดมสมบูรณ์ (แต่ประชาชนอดตาย)

 

หนังสือเล่มนี้ คือ ประวัติศาสตร์ของ Shin Dong-hyuk

ชายผู้เกิดในคุก ที่เรียกว่า Camp 14 (a complete control district)

สถานที่ที่มีไว้ขังนักโทษการเมืองสถานหนัก

Shin เกิดในนั้น

ทั้งชีวิต .. ไม่เคยรู้จักเงิน

ไม่เคยรู้ว่ามนุษย์ตัดสินใจ และมีชีวิตอยู่เองได้โดยไม่มีผู้คุม

ไม่เคยรู้ว่ามีประเทศ จีน เกาหลีใต้ อยู่บนแผนที่โลก

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อิสรภาพคืออะไร เพราะ

เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่นั้น คือ สถานที่ไร้อิสรภาพ

และเขาติดคุกเพราะ

The theory behind the camps was to cleanse unto

three generations the families of incorrect thinkers.

จนกระทั่ง นักโทษคนหนึ่งเข้ามาเปลี่ยนโลกทัศน์

เขาจึงรู้ว่า เขาต้องหนี

 

พล็อตเรื่อง Hollywood แบบนี้แหละครับ

แต่คือเรื่องจริง

เรื่องจริงที่เป็นประวัติศาสตร์เพราะ

‘No one born in Camp14 or any North Korean political prison camp has escaped’

‘No one except Shin’

 

อ่านเพื่อเรียนรู้ความเลวร้ายของ Communist

ที่ควบคุมผู้คนด้วยความกลัว

การใส่ร้ายป้ายสี คือ สิ่งที่สามารถแลกความสบายให้คุณได้

และ ความตายแบบผิดธรรมชาติ คือ ธรรมชาติของ Communist

ชีวิตที่ ความหิว ที่ทำให้ แม้กระทั่งแม่ตัวเองก็คือคู่ต่อสู้

He saw her as competition for survival!!!

 

เชื่อมั้ยว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ Shin มีแรงที่จะหนีคือ

เขาจินตนาการถึงการได้กินเนื้อย่าง

เพราะชีวิตที่เลวร้ายในนั้น ทำให้สิ่งที่เขาได้กินคือ

Every meal was the same: corn portridge, pickled cabbage soup.

Shin ate this meal nearly everyday for twenty-three years.

จนกระทั่งชายคนหนึ่ง ก้าวเข้ามา  Park Yong Chul

ชายที่เรียนรู้โลก ทั้งในเกาหลีและโลกตะวันตก ก้าวเข้ามาในคุก

มิตรภาพที่เกิด มิตรภาพที่จะไม่เกิดการหักหลัง

ชายที่เข้ามาสอนให้ Shin รู้จัก pride and dignity   

ที่เหล่านักโทษไม่เคยมี

แม้จะหิวโหย Park ก็ไม่ตะกละตะกราม และไม่เก็บเศษอาหารกิน

และ ธรรมดาเมื่อนักโทษที่หิวโหยจับหนูได้ก็จะรีบกิน

แต่ Park ก็สอนความเป็นมนุษย์ ให้ Shin ยับยั้งใจหาที่ทำให้สุกก่อนกิน

 

ผมเองไม่เคยผ่านสงคราม และก็ไม่อยากให้เกิดสงคราม

แต่เมื่ออ่านเล่มนี้

ผมสงสัยเหลือเกินว่า

เราจะเหลือประเทศอย่างเกาหลีเหนือไว้บนแผนที่โลกทำไม

เราจะเหลือทรราชอย่าง Kim Dynasty ไว้ทำไม

 

อ่านเถอะครับ

แล้วใครที่หลงไหลไฝ่ฝันใน Communist เหลือเกินจะได้คิดใหม่

แน่ใจหรือว่าคุณอยากมีชีวิตอย่างบทกวีใน Nineteen Eighty-Four

Under the spreading chestnut tree

I sold you and you sold me.

There lie they, and here lie we

Under the spreading chestnut tree.

 

หนังสือที่อ่านได้ทั้งเรียนรู้ความชั่วร้าย

และเรียนรู้พลังในการเอาชีวิตรอดของมนุษย์

ที่คุณจะได้รู้ว่า ชีวิตเราง่ายนิดเดียวเมื่อเทียบกับ Shin

คุณจินตนาการออกหรือว่าคุณจะหนีอย่างไร

ถ้าทั้งชีวิต คุณไม่เคยรู้ว่าที่ที่คุณอยู่คือส่วนไหน

และคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีแผ่นดินอื่นบนโลก

แด่หัวใจที่ศรัทธา ในด้านดีของมนุษยชาติ

- ทิ้งร่องรอยไว้ที่ Camp 11 ด้วยนะครับ -

 

 

เขียน : สนธิ ลิ้มทองกุล

ราคาปก : 200 บาท (พิมพ์ครั้งที่ 2 มกราคม 2545)

หน้า : 192

ISBN 974-7085-89-5

สนพ แมเนเจอร์ มีเดียร์ กรุ้ป

 

ในวันนั้นหนังสือเล่มนี้สร้างแรงกระตุ้นในการทำงานให้ผมได้มาก …. และก็ไม่ได้เปลี่ยนไป จนวันนี้


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

1.) โครงการดีๆสนุกๆ “ห้องสมุดสุดปลายจมูก” http://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

2.) แวะอ่านความคิดของผม http://thelastquestion.exteen.com/20110820/entry

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

25 กันยายน 2554

ผมเพียงเล่าเรื่องหนังสือดีๆเล่มหนึ่ง

ผมย้ำว่ามันคือหนังสือที่ดี

ไม่มีนัยยะการเมืองหรืออื่นใดแอบแฝง

สำหรับคนที่ต้องการแรงบันดาลใจในการทำงาน

หนังสือเล่มนี้เคยให้สิ่งนั้นกับผม

ในปี 2545 และ ยังไม่ได้เปลี่ยนไปในปี 2554

 

29 มีนาคม 2545

คือวันที่ ที่เขียนด้วยลายมือผม

เขียนไว้ใต้ลายเซ็นต์ผม และ เหนือคำว่า ศูนย์สิริกิตต์

คงเป็นงานหนังสือ และ เป็นวันที่ที่ผมซื้อหนังสือเล่มนี้

และเป็นหนังสือที่กระตุ้นเตือนผมได้เรื่อยๆ … จากนั้นมา

ต้นปี 2550

ผมได้คุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง

ที่พยายามจะเปลี่ยนใจไม่ให้ผมลาออก

แม้ผู้ใหญ่ท่านนั้นจะทำไม่สำเร็จ

แต่ ณ ประโยคหนึ่ง

“เอก ผมก็เคยเหมือนคุณที่คิดว่า เราอยากโตเร็ว

และเราโตที่ไหนก็ได้ ผมเคยผ่าน M Group มาแล้ว”

แม้ผู้ใหญ่ท่านนั้นจะทำไม่สำเร็จ

แต่ผมก็ตัดสินใจอยู่ต่อ ด้วยเหตุผลอื่น

และกับประโยคที่ว่า “ผมเคยผ่าน M Group มาแล้ว”

มันเป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ สำหรับผม

 

25 กันยายน 2554 เวลา 20.00 น

ผมกำลังนั่งดู “All About Lily Chou Chou”

แล้วผมก็นึกถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

ผมเสียดายที่ในที่สุดเขากลายเป็น แป๊ะลิ้ม

แต่เนื้อหามัน ไม่ได้เปลี่ยนไป

มันยังก้องด้วยเสียงเดิม

ไม่ว่าเสียงนั้นจะตะโกนจาก ยอดเขา

หรือหุบเหวลึก

 

1.) ผมมีธุรกิจที่มีความเสี่ยงอยู่ในมือมากมาย

มันสำคัญมากในการทำให้ธุรกิจเติบโต

และมันสำคัญมากสำหรับการทำให้จิตวิญญาณ

ในตัวผมลุกโชนตลอดเวลา

2.) “เมื่อผมตายลงผมต้องการให้ชาวตะวันตก

พูดว่ามีไอ้บ้าระห่ำชาวเอเซียคนหนึ่ง

ที่เป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับเรา

และไอ้บ้าระห่ำนั้นชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล”

3.) สิ่งที่เป็นความฝันในอดีต

จะต้องกลายเป็นความจริงเสมอ

4.) ผมอาจจะกลายเป็นช้างผอม

แต่ผมก็ยังเป็นช้าง

 

ถ้าคุณอยากรู้ว่า ทำไม

คำพูดมันฟังอหังกาขนาดนั้น

คุณคงต้องลองอ่าน

คนที่เคยมีความคิดที่ล้ำ เคยเป็นคู่แข่ง เป็นเพื่อน

เป็นศัตรู กับ อดีตนายก

หากคุณมีสี

คุณอาจจะต้องถอดเสื้อก่อนอ่าน

ผมคาดการณ์ว่า คงจะมีใครเข้ามา comment ด้านลบ

และเล่มนี้อาจจะไม่ได้ Hot Post

แต่มันจะสำคัญอะไร

เพราะผมคงรู้สึกแย่กว่า … ถ้าไม่ได้เล่า

ให้คุณฟัง

 

- ต้องอ่านก่อนจึงจะเข้าใจ ทิ้งร่องรอยไว้ให้เข้าใจกัน -

108. “สอง” - “What’s wrong with being number two?”

posted on 04 Sep 2011 23:43 by theeleventhline  in Biography
 

 

เขียน : ยอดยุทธ ฉายสุวรรณ์

ราคาปก : 255 บาท (พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม 2554)

หน้า : 195

ISBN 978-616-7079-41-7

สนพ a book

 

ที่สอง … ชัยชนะของการเสียสละ


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

1.) โครงการดีๆสนุกๆ “ห้องสมุดสุดปลายจมูก” http://www.facebook.com/LibraryAtYourNoseTip

2.) แวะอ่านผมผ่านคุณkeaaaa http://thelastquestion.exteen.com/20110820/entry

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

ผมหยิบหนังสือเล่มนี้ทันทีที่เห็นปก

ผมยังอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบหรอกครับ

และจะบอกว่า 3-4 เรื่องที่ผมอ่านไป

ผมยังรู้สึกจังหวะจะโคนเนื้อเรื่อง ไม่ถึงกับโดนหรอกครับ

แต่จะเป็นไรไป สำหรับคนที่วิ่งตามความฝัน

นักเขียน ที่เป็นผลผลิตของ a book Rookie Writer

ผ่านกองทุนกู้ยืมเพื่อหนังสือทำมือ

กับหนังสือเล่มแรกในชีวิต

 

ผมอยากจะบอกว่า concept หนังสือเล่มนี้นี่แหละครับ

ที่ทำให้ผมหยิบมาจ่ายโดยไม่ได้ดูราคาก่อน

สำหรับผม

เรื่องราวของ “ที่สอง” น่าศึกษา เสมอ

และนั่น ก็ทำให้ผมอยากมาชวน

ให้แวะมาชม … จะแค่ดมๆ หรือ จะอ่านให้ซึมซับ

ขึ้นกับรสนิยมครับ

วันนี้ ยอดยุทธ ฉายสุวรรณ ก็เป็นแค่นักเขียนระดับสอง

แต่กับ concept หนังสือ ที่คิดเอง เสนอเอง เขียนเอง เล่มนี้

ประกอบกับการค้นหาข้อมูลของเขา

ผมรู้สึกว่านี่ คือ ของดีครับ

 

เรื่องราว 12 คน ที่เป็นที่ 2 ที่เขาให้นิยามว่า

“ผู้เกือบถูกจดจำ”

บางคนในนั้น น่าจดจำ กว่าที่หนึ่งเสียด้วยซ้ำ

และบางคนในนั้น คือ ที่หนึ่งตัวจริง

ใครจะรู้ว่า "Is Shakespeare, Shakespeare?"

แต่ด้วยโชคชะตา ประวัติศาสตร์ก็เลือกไม่จดจำเขา

ก็เพราะ ใครๆก็รู้ว่า ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะ

และโลกเราก็เป็นเช่นนี้

 

 

ผมเห็นเล่มนี้ปุ้บ ผมก็นึกถึงท่อนหนึ่งในหนังสือ

Tuesday with Morrie หนังสือดี ที่ผมเอามาเขียนถึงเร็วไป

แต่เป็นประโยคที่อยู่ในใจตลอด

It is 1979, a basketball game in the Brandies gym.

The team is doing well, and the student section begins a chant,

“We’re number one! We’re number one!”

Morrie is sitting nearby. He is puzzled by the cheer.

At one point, in the midst of “We’re number one!”

He rises and yells, “What’s wrong with being number two?”

The students look at him, They stop chanting.

He sits down, smiling and triumphant.

http://theeleventhline.exteen.com/20091223/4-tuesday-with-morrie

 

 

 

ตอนผมเรียนระดับประถม

ผมไม่เคยวิ่งได้ที่ 1 ของชั้นเลย เพราะมีเพื่อนคนหนึ่ง

ผมยังจำได้แม่นว่า ชื่อ สุมาน วิ่งชนะผมตลอด

ตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กเรียนเก่ง

แต่ ประถมจนจบมัธยมปลาย

ผมเคยได้ที่ 1 แค่ 2 เทอม ที่เหลือพระรองตลอด

ผมเคยถูกโรงเรียนส่งแข่งสารพัด

ทั้งวิชาการ และ ศิลปะ ได้ใบประกาศมาไม่น้อย

แต่ไม่เคยได้ที่ 1 เลย

เตะบอลตอน ม 5 ผมได้เป็นตัวจริงในนัดแรก

แต่ความเครียด ทำให้เล่นไม่ดี แล้วจากนั้นก็โดนดร็อป

จนนัดชิง ถึงเราจะชนะเลิศ ได้เหรียญแห่งความทรงจำ ผมก็เป็นแค่สำรอง

แต่ความทรงจำทั้งหมดนั้น ก็งดงาม

 

ลองอ่านเรื่องราว ของ “ที่ 2” เหล่านี้สิครับ

แล้วจะได้สัมผัสอีกอารมณ์ แล้วคุณจะเข้าใจคำถาม

“What’s wrong with being number two?”

แล้วคุณจะมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น

 

- ผมรักและมีความสุขกับร่องรอยของคุณเสมอ แม้มันจะไม่ใช่ที่แรกที่คุณแวะมา-